Author: phranakornsoft
งานนิทรรศการยุทโธปกรณ์ทางเรือ (International Maritime Defence Exhibition Asia 2017 – IMDEX Asia 2017) และประชุมThe 5th International Maritime Security
วันที่ 16 พฤษภาคม 2560 พลเรือเอกนริส ประทุมสุวรรณ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือเข้าร่วมพิธีเปิดงานนิทรรศการยุทโธปกรณ์ทางเรือ (International Maritime Defence Exhibition Asia 2017 – IMDEX Asia 2017) ร่วมกับผู้บัญชาการทหารเรือมิตรประเทศ 20 ประเทศ โดยมี Dr.Ng Eng Hen รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ เป็นประธานในพิธีเปิดฯ ณ Changi Exhibition Center ประเทศสาธารณรัฐสิงคโปร์ และเข้าร่วมฟังการสัมมนา The 5th International Maritime Security หัวข้อ “Safe and Secure Seas – A vision for a Maritime Region” โดยมี นาย Ong Ye Kung รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลามโหม เป็นประธานฯ เปิดการสัมมนาฯ และมีพลเรือตรี Lai Chung Han ผู้บัญชาการทหารเรือสิงคโปร์ กล่าวเนำการสัมมนา โดยมีผู้บัญชาการทหารเรือจาก สหรัฐอเมริกา อังกฤษ นิวซีแลนด์ ออสเตรเลีย มาเลเซีย ญี่ปุ่น และอินเดีย ผู้ร่วมสัมมนาฯ ในครั้งนี้ด้วย
ท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตต้า จัดยิ่งใหญ่ปีที่ 13 พร้อมต้อนรับนักแล่นใบจากทั่วโลก
20 ชาติส่งเรือรบเต็มทะเล ฉลอง 50 ปีกองทัพเรือสิงคโปร์
การแข่งขันเรือใบนานาชาติ ท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตต้า จัดยิ่งใหญ่เป็นปีที่ 13 พร้อมต้อนรับนักแล่นใบกว่า 700 คน เรือใบกว่า 250 ลำ จากกว่า 25 ประเทศทั่วโลก เข้าร่วมการแข่งขัน ณ โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ จ.ชลบุรี ระหว่าง วันที่ 4-8 พฤษภาคม 2560 ที่ผ่านมา โดยได้รับเกียรติจากคุณกอบกาญจน์ วัฒนวรางกูร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เป็นประธานในพิธีเปิดการแข่งขันอย่างเป็นทางการ
ท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตต้า พรีเซ็นท์เต็ด บาย โอเชี่ยน มารีน่า เป็นการแข่งขันเรือใบที่มีเรือหลากหลายประเภทเข้าร่วมแข่งขันมากที่สุดในเอเชีย โอเชี่ยน มารีน่า ยอช์ท คลับ เป็นท่าจอดเรือยอช์ทที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีศักยภาพในการจัดงานแข่งขันเรือใบขนาดใหญ่ ได้มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับในระดับนานาชาติ ตลอดจนมีการจัดการแข่งขันที่ได้มาตรฐาน นอกจากนั้น ในส่วนของกรมศุลกากรได้มีการปรับกฎระเบียบอนุญาตให้เรือต่างชาติสามารถแวะพักน่านน้ำพัทยาได้นานขึ้นกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลดีในอนาคตที่พัทยาจะได้ต้อนรับเรือจากนานาชาติมากขึ้นและดึงดูดเรือใบจากต่างประเทศมาร่วมแข่งขันรีกัตต้าในเมืองไทยได้มากขึ้น
ท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตต้า เป็นการแข่งขันเรือใบที่มีชื่อเสียงในระดับเอเชีย ในแต่ละปีมีนักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบการล่องเรือใบเดินทางมาจากประเทศต่างๆ เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันเป็นจำนวนมาก โดยตลอดระยะเวลา 13 ปีที่ผ่านมา ได้ต้อนรับเรือใบรวมทั้งหมดกว่า 3,000 ลำ สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยในฐานะจุดหมายปลายทางการท่องเที่ยวและการกีฬาในระดับนานาชาติได้เป็นอย่างดี และล่าสุดได้ได้รับการโหวตให้ เป็น “Asian Regatta of the Year” จาก Asian Marine & Boating Awards 2014 และได้รับรางวัล Silver ประเภทกีฬาสมัครเล่นยอดเยี่ยมของไทย จาก SPIA 2016
การแข่งขันเรือใบท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตต้า มีการแข่งขันทั้งหมด 12 ประเภท อาทิ IRC เรซซิ่ง, IRC ครูซซิ่ง, เรือปลาทู (ชิงถ้วยพระราชทาน ปลาทู โคโรเนชั่น), โอเชี่ยน มัลติฮัลล์, เรือใบเดี่ยว, เรือใบคู่, เรืออ็อฟติมิสต์ (ชิงถ้วยรางวัล อ็อฟติมิสต์ชิงแชมป์ประเทศไทย) และ ไอโอเอม คลาส เรดิโอ คอนโทรล ยอช์ท (เรือใบบังคับวิทยุ) ซึ่งปีนี้
ท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตต้า นับเป็นแม็ทช์สำคัญของนักกีฬาเรือใบทีมชาติชุดซีเกมส์ที่จะต้องขับเคี่ยวกับคู่ต่อสู้สำคัญก่อนที่จะเตรียมฝึกซ้อมอย่างเข้มข้นสำหรับการแข่งขันซีเกมส์ครั้งที่ 29 ที่กรุงกัวลาลัมเปอร์ ประเทศมาเลเซียในเดือนสิงหาคมนี้
สำหรับเรือใบขนาดใหญ่อย่างคีลโบ๊ท และมัลติฮัลล์ที่เข้าแข่งขันในปีนี้มีทั้งทีมเรือชั้นนำจากไทย และเอเชียเข้าร่วมแข่งขันอย่างคึกคัก การแข่งขันชิงถ้วยพระราชทาน ปลาทู โคโรเนชั่น มีเรือกว่า 15 ทีมเข้าร่วมแข่งขัน อาทิ อังกฤษ ญี่ปุ่น รัสเซีย สิงคโปร์ และออสเตรเลีย ส่วนการแข่งขันเรือดิงกี้ ไฮไลท์ประกอบด้วยเรือเลเซอร์ สแตนดาร์ด, เลเซอร์ เรเดียล, เลเซอร์ 4.7 และเรือใบคู่ ประเภท 420s และ 470s ซึ่งทางตัวเก็งที่น่าจับตามองคือ มาเลเซีย, สิงคโปร์ และไทย สำหรับการชิงถ้วยรางวัลอ็อฟติมิสต์ ชิงแชมป์ประเทศไทย คาดมีเรือใบมากกว่า 100 ลำเข้าร่วมการแข่งขันทั้งนี้จะเป็นแม็ทช์ใหญ่ก่อนตัวเก็งอย่างนักแล่นใบเยาวชนไทยจะลงแข่งขันเรือใบอ็อฟติมิสต์เวิลด์ในเดือนกรกฎาคมนี้
ท็อป ออฟ เดอะ กัฟ รีกัตต้า พรีเซ็นท์เต็ด บาย โอเชี่ยน มารีน่าโดยได้รับการสนับสนุนจากการกีฬาแห่งประเทศไทย, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, สมาคมแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์, เมืองพัทยา, สโมสรเรือใบราชวรุณ และกองทัพเรือไทย
Top of the Gulf Regatta 2017
20 ชาติส่งเรือรบเต็มทะเล ฉลอง 50 ปีกองทัพเรือสิงคโปร์
20 ชาติส่งเรือรบเต็มทะเล ฉลอง 50 ปีกองทัพเรือสิงคโปร์
20 ประเทศพันธมิตรกับสิงคโปร์ ทั้ง จีน รัสเซีย ญี่ปุ่น และไทย ร่วมส่งเรือรบ เรือพิฆาต มายังสิงคโปร์ โชว์ความยิ่งใหญ่เกรียงไกรของแสนยานุภาพทางทะเล ร่วมเฉลิมฉลองกองทัพเรือสิงคโปร์ ครบรอบ 50 ปี
โดยกองทัพเรือจัดเรือหลวงจักรีนฤเบศร พร้อมเฮลิคอปเตอร์ปราบเรือดำน้ำแบบที่ 1 (S-70B) และเฮลิคอปเตอร์ลำเลียงแบบที่ 2 (Bell 212) เรือหลวงนเรศวร และเรือหลวงสุโขทัย ร่วมกิจกรรมสวนสนามฯ ร่วมกับมิตรประเทศ 21 ประเทศ พร้อมเรือรบจำนวน 46 ลำ ในพิธีฯ กองทัพเรือได้จัดกำลังพลเข้าร่วมขบวนพาเหรด (Parade Review) กับมิตรประเทศ และจัดเรือหลวงจักรีนฤเบศร และเรือหลวงสุโขทัย ร่วมกับเรือรบมิตรประเทศ เป็นเรือที่จอดบริเวณท่าเรือ (Land Review) ในการทำความเคารพเมื่อขบวนรถประธานฯ และผู้บังคับบัญชาของกองทัพเรือมิตรประเทศผ่าน พร้อมทั้งจัดเรือหลวงนเรศวรร่วมสวนสนามทางเรือฯ บริเวณทะเลจีนใต้ ร่วมกับเรือรบมิตรประเทศ
ซึ่งการสวนสนามทางเรือฯ จะแยกเป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ RSS Formidable นำหมู่เรือรบของอินเดีย อินโดนีเซีย เมียนมา และศรีลังกา จากฝั่งช่องแคบมะละกา ส่วนในฝั่งทะเลจีนใต้มีเรือฟริเกต RSS Stalwart นำหมู่เรือรบของแคนาดา ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ฟิลิปปินส์ ไทย สหรัฐฯ และเวียดนาม กับเรือฟริเกต RSS Supreme นำหมู่เรือรบของออสเตรเลีย บังกลาเทศ บรูไน จีน อินโดนีเซีย นิวซีแลนด์ และรัสเซีย โดยมี นายโทนี ตัน เค็ง ยัม ประธานาธิบดีสาธารณรัฐสิงคโปร์เป็นประธานในพิธีฯ และพลเรือเอก ณะ อารีนิจ ผู้บัญชาการทหารเรือ และผู้แทนกองทัพเรือจากมิตรประเทศจะขึ้นเรือ RSS Independence ซึ่งเป็นเรือรับการทำความเคารพผ่านจากขบวนเรือที่ทำการสวนสนามทางเรือนานาชาติ
เปลี่ยนโฉมเรือขนสินค้ารุ่นดึกเป็นเรือ “ซูเปอร์ยอช์ท” 62 ล้านดอลล์
โลกกำลังจะได้รู้จักกับเรือยอช์ทสุดหรูตระการตาที่สร้างจากอดีตเรือขนส่งสินค้ายักษ์ขนาด 270 ฟุต ผลงานการดีไซน์ใหม่หรูหราทำให้เรือ Kilkea สามารถเป็นพาหนะที่เดินทางรอบโลกได้พร้อมสิ่งอำนวยความสะดวกนานหลายสัปดาห์ ขณะนี้เรือกำลังสร้างอยู่ที่อู่ต่อเรือในประเทศเวียดนาม ซึ่งบริษัทนอร์เวย์เป็นเจ้าของ
สุดยอดเรือยอช์ทลำใหม่ของโลกมูลค่า 62 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2.1 พันล้านบาทนี้ถูกตั้งชื่อว่าคิลเคีย (Kilkea) เป็นเรือสำราญที่สร้างจากการนำเรือขนส่งสินค้าเก่าแก่ซึ่งมีรูปแบบเรือเรียกว่า Vard 1/08 มาปรับเปลี่ยนโฉมใหม่ ด้วยความที่เรือลำนี้เคยถูกใช้ขนส่งสินค้าสู่แท่นเจาะน้ำมัน ทำให้เรือมีโครงสร้างห้องเก็บสินค้าขนาดใหญ่ และสามารถแล่นได้นานต่อเนื่องมากกว่า 30 วัน
เรือลำนี้มีห้องมากพอสำหรับผู้โดยสาร 36 คน ด้านหลังของเรือมีลานจอดเฮลิคอปเตอร์ โครงเหล็กตัวเรือมีความยาวมากกว่า 268 ฟุต สามารถแล่นได้ด้วยความเร็วสูงสุด 15.4 น็อต (knot)
ผู้รับหน้าที่ออกแบบปรับโฉมเรือหรูนี้คือบริษัท Bannenberg & Rowell Design ซึ่งใช้วิธีเพิ่มจำนวนชั้น ทำให้สามารถใส่สิ่งอำนวยความสะดวกทั้งสระว่ายน้ำ รวมถึงสนามฟุตบอลได้อย่างยืดหยุ่น
เช่นเดียวกับเรือยอช์ทรุ่นใหม่ เรือ Kilkea จะมีเทคโนโลยีนำทางทั้งระบบระบุพิกัดแบบไดนามิกซึ่งทำให้เรือยอชต์สามารถกำหนดเป้าหมายผ่านจีพีเอส (GPS) และแบบควบคุมได้เองซึ่งสามารถทำผ่านจอยสติก (joystick) เพื่อให้ง่ายต่อการควบคุมเรือ ทั้งหมดนี้เรือ Kilkea จะถูกสร้างโดยบริษัท Shackleton Superyachts & International Shipbuilders เริ่มดำเนินการสร้างแล้วเมื่อปี 2016 ที่ผ่านมา
ราคาเรือยอช์ทไม่ธรรมดาลำนี้คือ 62 ล้านเหรียญสหรัฐหรือประมาณ 2,110 ล้านบาท เหมาะสำหรับคนที่ชอบการเดินทางแบบไม่ธรรมดา
มอบนโยบายในการปฏิบัติงานของศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (Port In – Port Out : PIPO)
มอบนโยบายในการปฏิบัติงานของศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า-ออกเรือประมง (Port In – Port Out : PIPO)
พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะผู้บัญชาการศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย (ศปมผ.) มอบนโยบายในการปฏิบัติงานของศูนย์ควบคุมการแจ้งเข้า – ออกเรือประมง (Port In – Port Out : PIPO) ให้แก่ ผู้อำนวยการศูนย์ประสานการปฏิบัติในการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) ทั้ง 3 เขต รวมถึงหัวหน้าศูนย์ PIPO ในทุกพื้นที่ ณ ศูนย์บัญชาการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ภายในกองบัญชาการกองทัพเรือ พระราชวังเดิม เขตบางกอกใหญ่ กรุงเทพมหานคร
สำหรับนโยบายที่มอบให้แก่ศูนย์ PIPO ในครั้งนี้ ได้มุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานให้ศูนย์ PIPO ที่ประกอบด้วยหน่วยงาน กรมประมง เจ้าท่า และแรงงาน มาทำงานร่วมกันอย่างบูรณการมากขึ้น รวมทั้งได้มีการปรับจำนวนศูนย์ให้เหมาะสมกับจำนวนเรือเข้า – ออกเพิ่มความรวดเร็วในการบริการจัดเจ้าหน้าที่ล่ามเพิ่มขึ้นและสัมภาษณ์แรงงานให้ไม่ถูกบังคับในการใช้แรงงาน ทั้งนี้การดำเนินการของ ศปมผ.ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมาแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและตั้งใจของรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย เพื่อยกระดับให้การพัฒนากิจการประมงของไทยเกิดความยั่งยืน อันเป็นการสร้างกลไกในการตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมายของหน่วยงานทางทะเล รวมถึงการกำกับดูแลด้านแรงงานในภาคประมงให้เป็นไปตามที่กฎหมายกำหนด และหลักสิทธิมนุษยชน เป็นที่ยอมรับของสากล ส่งเสริมการแก้ไขปัญหาการทำการประมงผิดกฎหมาย ขาดการรายงาน และไร้การควบคุม
ทช. จับมือผู้ว่าประจวบฯ ดูแลระบบนิเวศทางทะเล กรณีปลาฉลามที่เขาเต่า
ทช. จับมือผู้ว่าประจวบฯ ดูแลระบบนิเวศทางทะเล กรณีปลาฉลามที่เขาเต่า
นายโสภณ ทองดี รองอธิบดีกรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) ลงพื้นที่ตรวจสอบและประชุมกำหนดมาตรการและเกิดเหตุ ร่วมกับผู้ว่าราชการ จ.ประจวบคีรีขันธ์ นายกเทศมนตรีหัวหิน หัวหน้าส่วนราชการ ทหาร ตำรวจในพื้นที่ กรณีฉลามกัดนักท่องเที่ยวที่หาดเขาเต่า ณ ห้องประชุมเทศบาลเมืองหัวหิน ที่ประชุมมีมติให้ร่วมกันปฎิบัติ คือ
- ให้เทศบาลเมืองหัวหิน อ.หัวหิน ติดตั้งป้ายประกาศ ๓ ภาษา (ไทย อังกฤษและจีน) เตือนนักท่องเที่ยว และขอความร่วมมือโรงแรมและผู้ประกอบกิจการท่องเที่ยว ประชาสัมพันธ์ถึงบริเวณพื้นที่ชายฝั่งที่ปลาฉลามหัวบาตรเข้ามาหากินโดยทั่วกัน
- กรม ทช. เสนอรูปแบบการติดตั้งตาข่าย พร้อมทุ่นแนวเขตการเล่นน้ำ โดยให้เทศบาลเมืองหัวหิน เป็นผู้รับผิดชอบดำเนินการและค่าใช้จ่าย และให้จัดทำโครงการมาตรการรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยว เพื่อไม่รบกวนระบบนิเวศทางทะเลของสัตว์ทะเล
- ให้อำเภอและเทศบาล ติดประกาศห้ามลงเล่นน้ำทะเลบริเวณหาดทรายน้อย บ้านเขาเต่า อ.หัวหิน เป็นการชั่วคราว จนกว่าจะติดตั้งตาข่าย พร้อมทุ่นแนวเขตเล่นน้ำทะเลจะแล้วเสร็จ
- จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จะออกคำสั่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และภาคประชาชนที่ผ่านการฝึกอบรมในหลักสูตรกู้ภัยทางทะเลฯ ให้จัดตั้งชุดปฎิบัติการเฝ้าระวังการเผชิญเหตุอุบัติภัยทางทะเลและอำนวยความสะดวกพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยว จนกว่าจะติดตั้งตาข่ายพร้อมทุ่นแนวเขตแล้วเสร็จ โดย กรม ทช. จะจัดเจ้าหน้าที่พร้อมเรือมาสนับสนุน
- กรม ทช. จะได้จัดส่งทีมนักวิชาการ มาศึกษาจำนวน ชนิด ขนาด และพฤติกรรมในการดำรงชีพของฝูงปลาฉลามหัวบาตรกลุ่มนี้ เพื่อจะได้นำผลการศึกษาไปจัดทำแผนงาน ในการดูแลรักษาความปลอดภัยนักท่องเที่ยวที่ไม่กระทบกับระบบนิเวศของสัตว์ทะเลในระยะยาวอย่างยั่งยืนต่อไป
- ขอความร่วมมือกับผู้ประกอบการโรงแรมธุรกิจการท่องเที่ยว และร้านค้าร้านอาหาร ให้ข้อมูลแก่นักท่องเที่ยวที่ใช้บริการ ให้ทราบถึงข้อควรระวัง และการปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด
กองทัพเรือจัดพิธีรับมอบเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ชุดเรือ ต.265 – ต.269 จำนวน 5 ลำ
เมื่อวันที่ 9 พฤษภาคม 2561 ที่ผ่านมา พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ชุดเรือ ต.265 – ต.269 จำนวน 5 ลำ ณ ท่าเรือหมายเลข 5 (LST Ramp) ท่าเรือแหลมเทียน การท่าเรือสัตหีบ อำเภอสัตหีบ จังหวัดชลบุรี โดยมี พลเรือเอก รังสฤษดิ์ สัตยานุกูล ผู้บัญชาการกองเรือยุทธการ พลเรือตรี อนุชา เอี่ยมสุโร ผู้บัญชาการกองเรือยามฝั่ง กองเรือยุทธการ กำลังพลประจำเรือ และแขกผู้มีเกียรติให้การต้อนรับกองทัพเรือได้ดำเนินการตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ.2551 – 2560 ที่ได้กำหนดความต้องการเรือตรวจการชายฝั่ง เพื่อใช้ในภารกิจต่างๆ โดยดำเนินโครงการจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง กองทัพเรือ จำนวน 20 ลำ เพื่อทดแทนเรือตรวจการณ์ชายฝั่งเดิม ที่ใช้ราชการมาเป็นเวลานาน
คุณลักษณะของเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง ชุดเรือ ต.265 – ต.269 มีขีดความสามารถปฏิบัติการรบ (Combat Capabilities) โดยสามารถปฏิบัติภารกิจได้ครอบคลุมพื้นที่ปฏิบัติการบริเวณชายฝั่งในอ่าวไทยและทะเลอันดามัน สามารถตรวจจับ ติดตามและพิสูจน์ทราบเป้าผิวน้ำ สามารถป้องกันตนเองจากเรือผิวน้ำและอากาศยานข้าศึกได้ตามสมรรถนะของอาวุธประจำเรือ สามารถปฏิบัติการทางเรืออย่างต่อเนื่อง โดยไม่ต้องรับการส่งกำลังบำรุงเพิ่มเติมได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง สามารถปฏิบัติงานได้ในสภาพทะเล ไม่น้อยกว่า Sea State 2 สามารถตรวจค้นเรือที่ต้องสงสัย ค้นหาและช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ และมีความสามารถการทรงตัวที่ดีในการบังคับเรือและบังคับเลี้ยวในการปฏิบัติงานที่ความเร็วสูง (Maneuverability)
คุณลักษณะทั่วไป (Ship System Performance) ระวางขับน้ำเต็มที่โดยประมาณ 45 ตัน ขนาดของเรือ ความยาวตลอดลำ 21.40 เมตร ความกว้างสูงสุดของเรือ 5.56 เมตร ความลึกของเรือ (Molded Depth) 3.15 เมตร กินน้ำลึกตัวเรือ (Molded Draught) 1.05 เมตร ความเร็วสูงสุดต่อเนื่อง ที่ระวางขับน้ำเต็มที่ไม่น้อยกว่า 30 นอต กำลังพลประจำเรือ 9 นาย สามารถปฏิบัติงานในทะเลได้ต่อเนื่องได้ไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง
อาวุธประจำเรือ อาวุธปืนหลัก ปืนกลขนาด 20 มิลลิเมตร จำนวน 1 กระบอก ติดตั้งบริเวณหัวเรือ อาวุธปืนรอง ปืนกลขนาด .50 นิ้ว จำนวน 1 กระบอก เครื่องยิงลูกระเบิด 81 มิลลิเมตร ร่วมแกน จำนวน 1 กระบอก ติดตั้งบริเวณท้ายเรือ
นายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ แสดงความยินดีกับนักกีฬาเรือใบไทยที่คว้ารางวัลชนะเลิศ การแข่งขันเรือใบประเภท Optimist รายการ Trofeo Marco Rizzottl Optimist Team Racing 2018
เมื่อวันที่ 13 มิถุนายน 2561 ที่ผ่านมา พลเรือเอก นริส ประทุมสุวรรณ ผู้บัญชาการทหารเรือ ในฐานะนายกสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้แสดงความยินดีกับทีมนักกีฬาเรือใบไทย ที่ได้รับรางวัลชนะเลิศในการแข่งขันเรือใบรายการ Trofeo Marco Rizzottl Optimist Team Racing 2018 ที่จัดขึ้นเมื่อวันที่ 5 – 10 มิถุนายน 2561 ณ เมืองเวนิส ประเทศอิตาลี
สำหรับการแข่งขันเรือใบนานาชาติ รายการ Trofeo Marco Rizzottl Optimist Team Racing 2018 เป็นการแข่งขันเรือใบ Optimist ประเภททีม มีนักกีฬาจากประเทศต่างๆ เข้าร่วมจำนวน 19 ทีม จาก 15 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศทางยุโรป และในเอเชียมีประเทศไทยเพียงชาติเดียวที่เข้าร่วมการแข่งขัน โดยทีมชาติไทยประกอบด้วย เด็กชายพันวา บุนนาค, เด็กชายเจตวีร์ ยงยืนนาน, เด็กหญิงชาลิสา กฤตนัย, หม่อมหลวงเวฆา ภาณุพันธ์ และ เด็กชายบวรนันท์ ชันรัมย์ มีผู้ฝึกสอนคือ เรือเอก สมเกียรติ พูนพัฒน์ และผู้ควบคุมทีมคือ นาวาโท ทวียศ รัตนศีล โดยรูปแบบการแข่งขันจัดให้ทุกทีมได้พบกัน ซึ่งผลการแข่งขันปรากฎว่า ทีมนักกีฬาเรือใบเยาวชนไทย ได้รับรางวัลชนะเลิศมีผลการแข่งชนะมากกว่าทุกประเทศ และชนะทุกทีมที่พบกัน
ซึ่งการคว้ารางวัลชนะเลิศในครั้งนี้ ทำให้นักกีฬาเรือใบ Optimist ของไทย ได้รับประสบการณ์ และได้พัฒนาศักยภาพจากการแข่งขันกับนักกีฬาต่างประเทศ โดยเฉพาะนักกีฬาทางยุโรป และสหรัฐอเมริกา ที่เคยเป็นแชมป์ Optimist และเป็นแชมป์รายการนี้ครั้งที่แล้ว ทางสมาคมกีฬาแข่งเรือใบแห่งประเทศไทยฯ เตรียมส่งนักกีฬาเรือใบ Optimist เข้าร่วมการแข่งขัน Asian Sailing Championships 2018 ที่ประเทศอินโดนีเซีย และรายการแข่งขันระดับโลก 2018 Optimist World Championship ที่ประเทศไซปรัสต่อไป
พิธีวางศิลาฤกษ์อาคารอเนกประสงค์พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ (แห่งใหม่)
พลเรือเอก นวพล ดำรงพงศ์ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารอเนกประสงค์พิพิธภัณฑ์ทหารเรือ (แห่งใหม่) ณ บริเวณพื้นที่โรงจอดรถกองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพมหานคร
พิพิธภัณฑ์ของกองทัพเรือได้เริ่มมีขึ้น เมื่อ พ.ศ.2485 ซึ่งเริ่มแรกเป็นเพียงขั้นตอนรวบรวมวัตถุพิพิธภัณฑ์ ที่มีคุณค่าทางประวัติศาสตร์และโบราณคดี จากที่ต่างๆ ในกองทัพเรือ นำมาสงวนรักษาไว้ ที่อาคารราชนาวิกสภาชั้นล่าง ตรงข้ามท่าราชวรดิฐ ต่อมาในปี พ.ศ.2501 ได้ย้ายพิพิธภัณฑ์ทหารเรือไปอยู่ที่ป้อมพระจุลจอมเกล้า จนกระทั่ง พ.ศ.2515 ได้ย้ายพิพิธภัณฑ์ทหารเรือไปอยู่ที่ ตำบลปากน้ำ จังหวัดสมุทรปราการ จนถึงปัจจุบัน แต่เนื่องจากการจัดแสดงนิทรรศการมีสภาพเก่าและอยู่ไกลจากกองบัญชาการกองทัพเรือ ประกอบกับมีโครงการย้ายกองเรือลำน้ำ กองเรือยุทธการ ไปยังพื้นที่บางนา โดยพื้นที่กองเรือลำน้ำเดิมมีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ กองทัพเรือจึงเล็งเห็นถึงความสำคัญนี้ และได้ทำโครงการย้ายพิพิธภัณฑ์ทหารเรือมายังพื้นที่พระนิเวศน์ซึ่งอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งตรงข้ามพระบรมมหาราชวัง อาคารอเนกประสงค์พิพิธภัณฑ์ทหารเรือแห่งใหม่นี้ เป็นอาคารที่สร้างขึ้นใหม่ใช้เป็นพื้นที่อเนกประสงค์ สามารถจัดแสดงนิทรรศการ จัดการประชุม และจัดกิจกรรมอื่นๆ ได้ทำให้พิพิธภัณฑ์ทหารเรือแห่งใหม่นี้มีความสมบูรณ์เป็นแหล่งการเรียนรู้ให้แก่นักเรียน นักศึกษา และประชาชน เป็นสถานที่ท่องเที่ยวสำหรับทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศ ทั้งยังเป็นการปลูกจิตสำนึกกำลังพลของกองทัพเรือ ที่ได้ดูตัวอย่างการเสียสละของอดีตบรรพบุรุษทหารเรือในอดีต จึงนับเป็นความมีวิสัยทัศน์ที่ดียิ่งของกองทัพเรือที่ได้ย้ายพิพิธภัณฑ์มาไว้ที่นี่รวมทั้งมีการพัฒนาในด้านต่างๆให้มีความทันสมัย และมีคุณค่าน่าสนใจเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก