ผู้เขียน: phranakornsoft
กรมเจ้าท่า ฝึกซ้อมแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำ เนื่องจากน้ำมันเคมีภัณฑ์แห่งชาติ ครั้งที่ 12

กรมเจ้าท่า กระทรวงคมนาคม จัดฝึกซ้อมแผนป้องกันและขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์แห่งชาติ ครั้งที่ 12 (Thailand Oil Spill Response Exercise 12: TOC-EX12) ระหว่างวันที่ 18-19 กรกฎาคม 2566 โดยนายภูริพัฒน์ ธีระกุลพิศุทธิ์ รองอธิบดีกรมเจ้าท่า ด้านปลอดภัย เป็นประธานในพิธีเปิดฯ โดยในวันที่ 18 กรกฎาคม 2566 เป็นการฝึกซ้อมในที่บังคับการ (Table TopExercise) ณ ห้องประชุมใหญ่ อาคาร 4 ชั้น 1 บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และในวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 เป็นการฝึกซ้อมภาคสนาม (Field Exercise) ณ บริเวณพื้นที่หน้าท่าเรือ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) พร้อมประชุมทางไกลถ่ายทอดสดการฝึกซ้อมภาคสนาม (Field Exercise) ณ ศูนย์ปฏิบัติการควบคุมความปลอดภัยและการจราจรทางน้ำ กรมเจ้าท่า (อาคาร 39)
การฝึกซ้อมฯ จะส่งผลในการพัฒนาบุคลากรของประเทศให้มีความรู้ความเข้าใจในการป้องกัน ขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ รวมถึงการฟื้นฟูสภาพแวดล้อมฯ ตามภูมิภาคต่างๆ เพิ่มขึ้น ถือเป็นการฝึกการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เป็นการเสริมสร้างความพร้อม และเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงานด้านการขจัดมลพิษทางน้ำเนื่องจากน้ำมันและเคมีภัณฑ์ พร้อมช่วยควบคุมการแพร่กระจายของมลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาระบบนิเวศทางน้ำให้เกิดความสมดุลและยั่งยืนต่อไป
หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม
ติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการท่าเทียบเรือสินค้ากอง A5

นางจันทิรา บุรุษพัฒน์ หัวหน้าผู้ตรวจราชการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการกำกับดูแลตามมาตรา 43 แห่งพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 โครงการสัญญาลงทุนก่อสร้าง บริหาร และประกอบการท่าเทียบเรือสินค้ากอง A5 โดยมี กรรมการ ผู้แทนสำนักงานอัยการสูงสุด นายพิเชษฐ์ เนียมนัด สำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ นายพิทย อุทัยสาง เข้าร่วมประชุม เพื่อรับทราบและกำกับดูแลผลการดำเนินงานโครงการสัญญาลงทุนก่อสร้าง บริหาร และประกอบการท่าเทียบเรือสินค้ากอง A5 รวมทั้งติดตามความก้าวหน้าการดำเนินโครงการท่าเทียบเรือสินค้ากอง A5 (โครงการร่วมทุนใหม่) พระราชบัญญัติการร่วมลงทุนฯ จากนั้นเดินทางไปเยี่ยมชมหอบังคับการพัฒนาแหลมฉบัง เพื่อดูพื้นที่ภาพรวมของท่าเรือแหลมฉบัง
กองทัพเรือจัดงานวันรำลึกเหตุการณ์ ร.ศ.112 ประจำปี 2566

วันที่ 13 ก.ค. 2566 พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นประธานในการจัดงานรำลึกวิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ประจำปี 2566 ณ ป้อมพระจุลจอมเกล้า ตำบลแหลมฟ้าผ่า อำเภอพระสมุทรเจดีย์ จังหวัดสมุทรปราการ ประกอบด้วย พิธีเชิญธงชาติ พิธีกล่าวรำลึก 130 ปี วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 จากนั้น วงดุริยางค์ราชนาวีบรรเลงและขับร้องเพลง “ตื่นเถิดไทย” โดยผู้ร่วมกิจกรรมร่วมร้องเพลง และการยิงพลุ จำนวน 130 นัด วงดุริยางค์ราชนาวีบรรเลงเพลง “ตื่นเถิดไทย” ประกอบ การยิงพลุ นอกจากนั้นยังมีการแสดงดนตรีจากวงดุริยางค์ราชนาวี
วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 เป็นเหตุการณ์สำคัญที่คนไทยพึงเรียนรู้ เพื่อเตือนใจลูกหลานไทยตระหนักว่าครั้งหนึ่งผืนแผ่นดินไทยได้ประสบกับภัยสงคราม นับตั้งแต่รัชกาลที่ 4 จวบจนต้นรัชกาลที่ 5 ประเทศไทยต้องประสบกับภัยคุกคามจากชาติมหาอำนาจตะวันตกเป็นเวลาหลายสิบปี แม้ว่าฝ่ายไทยจะด้อยแสนยานุภาพกว่าด้วยประการทั้งปวง ทว่าจิตใจและความหาญกล้าของทหารไทยนั้นมิได้ย่นย่อเกรงกลัวข้าศึกแต่ประการใด วิกฤตการณ์ ร.ศ.112 ครั้งนั้น ได้นำมาสู่สถานการณ์ที่ฝรั่งเศสเรียกร้องผลประโยชน์ และการครอบครองดินแดนไทยยืดเยื้ออยู่นานกว่า 10 ปี ไทยต้องยอมสูญเสียดินแดนเป็นจำนวน ถึง 1 ใน 3 ของพื้นที่ทั้งหมดให้ฝรั่งเศส เพื่อรักษาผืนแผ่นดินส่วนใหญ่ และเอกราชไว้ ในปัจจุบัน ป้อมพระจุลจอมเกล้า ได้เป็นอนุสรณ์รำลึกถึงวีรชนผู้ที่เสียสละชีพในเหตุการณ์ ร.ศ. 112 และเป็นสถานที่สำหรับศึกษาด้านประวัติศาสตร์ เช่น พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พิพิธภัณฑ์ป้อมพระจุลจอมเกล้า ป้อมปืนเสือหมอบ พิพิธภัณฑ์เรือหลวงแม่กลอง ลานจัดแสดงอาวุธกลางแจ้ง และ เส้นทางชมป่าชายเลนอันร่มรื่นและแวดล้อมด้วยสัตว์ประจำถิ่นนานาชนิด
aBOAT Vol 163 Th
ผู้บัญชาการทหารเรือ เป็นประธานในพิธีรับมอบเรือหลวงช้าง ณ อู่ต่อเรือหูตงจงหัว สาธารณรัฐประชาชนจีน

วันที่ 17 เมษายน 2566 พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ พร้อมด้วย นางจตุพร ชมเชิงแพทย์ นายกสมาคมภริยาทหารเรือ และคณะ เป็นประธานในพิธีรับมอบ เรือหลวงช้าง เรือยกพลขึ้นบก ลำใหม่ของกองทัพเรือ ณ อู่ต่อเรือหูตงจงหัว สาธารณรัฐประชาชนจีน
กองทัพเรือได้จัดหาเรือยกพลขึ้นบกลำใหม่ เข้า ประจำการในกองเรือยกพลขึ้นบกและยุทธบริการ กองเรือยุทธการ เพื่อทดแทนเรือยกพลขึ้นบกลำเก่า (เรือหลวงช้างลำที่ 2) ตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือระยะ 20 ปี พ.ศ.2560-2579 ซึ่งกำหนดความต้องการเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ไว้ จำนวน 4 ลำ เพื่อใช้ปฏิบัติงานร่วมกับเรือ อากาศนาวี หน่วยกำลังต่อสู้อากาศยานและรักษาฝั่ง หน่วยกำลังนาวิกโยธิน และหน่วยสงครามพิเศษทางเรือ ตั้งแต่ในภาวะปกติ โดยมีขีดความสามารถในการปฏิบัติการยุทธ์สะเทินน้ำสะเทินบก การขนส่งลำเลียงและเป็นเรือบัญชาการ และการสนับสนุนการปฏิบัติการเรือดำน้ำ การค้นหาและกู้ภัยทางทะเล รวมทั้งสนับสนุนการช่วยเหลือและกู้ภัยเรือดำน้ำ และการช่วยเหลือและบรรเทาสาธารณภัย การอพยพประชาชน สนับสนุนการป้องกันและต่อต้านการก่อการร้ายในทะเลและท่าเรือ
ปัจจุบันกองทัพเรือ มีจำนวนเรืออเนกประสงค์ยกพลขึ้นบกขนาดใหญ่ ไม่เพียงพอตามยุทธศาสตร์ที่วางไว้ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องจัดหาเพิ่มเติม เพื่อให้มีขีดความสามารถเป็นไปตามยุทธศาสตร์ที่กำหนด ทั้งนี้ตามระเบียบของกองทัพเรือ ได้กำหนดหลักเกณฑ์การตั้งชื่อเรือรบ ตามประเภทของเรือ โดยในส่วนของเรือยกพลขึ้นบก กำหนดให้ตั้งชื่อตามเกาะต่างๆ ในประเทศไทย โดยเรือยกพลขึ้นบกลำใหม่นี้ ได้รับพระราชทานชื่อจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวว่า “เรือหลวงช้าง” (เกาะช้าง จ.ตราด)
สำหรับเรือหลวงช้าง ดำเนินการจัดสร้าง โดยบริษัท Chaina Shipbuilding Trading จำกัด ณ อู่ต่อเรือหูตงจงหัว เมืองเซี่ยงไฮ้ สาธารณรัฐประชาชนจีน ซึ่งได้รับการปรับปรุงและพัฒนาแบบมาจากเรือ LPD Type 071 ที่ประจำการในกองทัพเรือจีน ใช้ระยะเวลาในการสร้างเรือ ประมาณ 4 ปี โดยมีกำหนดเดินทางออกจากสาธารณรัฐประชาชนจีนในวันที่ 18 เมษายน 2566 และจะเดินทางถึงประเทศไทย ในวันอังคารที่ 25 เมษายน 2566
ประชุมคณะกรรมการบริหาร ศรชล. ครั้งที่ 1/2566

วันที่ 10 มีนาคม 2566 พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ /รองผู้อำนวยการศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล. ) เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการบริหาร ศรชล. ครั้งที่ 1/2566
ณ โรงแรมดุสิตธานี พัทยา จ.ชลบุรี โดยมี พลเรือเอก ชลธิศ นาวานุเคราะห์ เสนาธิการทหารเรือ ในฐานะเลขาธิการ
ศรชล. ตลอดจนกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้แทนหน่วยงานหลัก 7 ศรชล. ประกอบด้วย กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมศุลกากร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กองบังคับการตํารวจน้ำ และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ร่วมประชุม สำหรับการประชุมครั้งนี้เป็นการประชุมรูปแบบสัญจรครั้งแรกของปี 2566 ตามนโยบายผู้บังคับบัญชา ศรชล.
ประชุมได้มีการหารือถึงแนวทางขับเคลื่อนงานร่วมกันของหน่วยงานหลักใน ศรชล.ทั้ง 7 หน่วยงาน โดย ศรชล. ได้เสนอร่างแผนการรักษาความมั่นคงและผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ระยะ 5 ปี พ.ศ. 2566 – 2570 ที่มี 4 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย กลยุทธ์ 1 การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกี่ยวกับการดำเนินการด้านความมั่นคงทางทะเล มุ่งเน้นการบูรณาการด้านความมั่นคง กลยุทธ์ 2 การส่งเสริมการใช้ประโยชน์จากทะเลอย่างสมดุลและยั่งยืนภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจ
สีน้ำเงิน มุ่งเน้นการบูรณาการด้านเศรษฐกิจ กลยุทธ์ 3 การบริหารจัดการองค์ความรู้ทางทะเล และการสร้างความตระหนักรู้ความสำคัญของทะเล มุ่งเน้นการบูรณาการหน่วยงานทางทะเล และกลยุทธ์ 4 การส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพเกี่ยวกับการดำเนินกิจกรรมทางทะเล และด้านการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล มุ่งเน้นการบริการประชาชน ขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ก่อนเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) พิจารณาเห็นชอบตามขั้นตอน
การตรวจประเมินประเทศสมาชิกองค์การทางทะเลระหว่างประเทศภาคบังคับ นำพาณิชยนาวีไทยสู่มาตรฐานสากล

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เป็นประธานในพิธีเปิดการตรวจสอบประเทศสมาชิกของ IMO พร้อมด้วย ดร.อธิรัฐ รัตนเศรษฐ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม นายสรพงศ์ ไพฑูรย์พงษ์ รักษาการอธิบดีกรมเจ้าท่า ผู้บริหารกระทรวงคมนาคม และผู้บริหารกรมเจ้าท่า ณ ห้องประชุมวิสูตรสาครดิษฐ์ ชั้น 4 อาคาร 162 ปี กรมเจ้าท่า
ในโอกาสที่คณะผู้ตรวจประเมินจาก lMO ได้มาทำการตรวจประเมินประเทศไทยในโครงการตรวจสอบประเทศสมาชิกองค์การทะเลระหว่างประเทศภาคบังคับ (Member State Audit Scheme: IMSAS) โดยประเทศไทยเป็นสมาชิกขององค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (IMO) ซึ่งเป็นทบวงการชํานัญพิเศษของสหประชาชาติ ที่มีบทบาทสำคัญในการพัฒนาและประสานงานเพื่อส่งเสริมระดับมาตรฐานสำหรับความมั่นคงปลอดภัยของการขนส่งทางทะเลระหว่างประเทศ โดยโครงการตรวจสอบประเทศสมาชิกฯ มีพัฒนาการมาจากโครงการภาคสมัครใจ (Voluntary IMO Member State Audit Scheme: VIMSAS)
ทั้งนี้ ในฐานะที่ประเทศไทยมีบทบาทเป็นสมาชิกคณะมนตรีของ IMO ซึ่งประเทศไทยได้รับการสนับสนุนและเป็นกลุ่มประเทศแรก ที่เข้าร่วมโครงการภาคสมัครใจ โดยประเทศไทยได้มีการปรับปรุงกระบวนการภายในอย่างบูรณาการร่วมกัน กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การอนุวัติการตามพันธกรณีของ IMO มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับ IMO จึงถือเป็นโอกาสที่ดีที่ประเทศไทยจะได้แสดงความมุ่งมั่นที่มีต่อ IMO ในการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้านการขนส่งทางน้ำ ผ่านเวที IMSAS โดยมุ่งหวังว่า ข้อเสนอแนะจากคณะผู้ตรวจประเมินซึ่งมีความเชี่ยวชาญ จะช่วยปรับปรุงระบบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการขนส่งทางน้ำของประเทศไทย ตลอดจนการบรรลุเป้าหมายร่วมกันของสมาชิก IMO ในการขนส่งระหว่างประเทศที่ปลอดภัยและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนต่อไป
ศรชล.เดินหน้าขจัดปัญหา‘โพงพาง-ลอบพับ’ทะเลสาบสงขลา ยึดโยงแผนความมั่นคงชาติ ปี 2566 – 2570/ ปฏิบัติตาม ‘พรบ.อุ้มหาย’

วันที่ 19 มิถุนายน 2566 ศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล (ศรชล.) จัดให้มีการประชุมคณะกรรมการบริหาร ศรชล. ครั้งที่ 2/2566 โดยมี พลเรือเอก เชิงชาย ชมเชิงแพทย์ ผู้บัญชาการทหารเรือ และ รอง ผอ.ศรชล. เป็นประธานการประชุม ร่วมด้วย พลเรือเอก ชลธิศ นาวานุเคราะห์ เสนาธิการทหารเรือ/เลขาธิการ ศรชล. คณะกรรมการบริหาร ศรชล. ผู้แทนหน่วยงานหลัก 7 ศร ใน ศรชล. ประกอบด้วย กองทัพเรือ กรมเจ้าท่า กรมประมง กรมศุลกากร กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง กองบังคับการตำรวจน้ำ และกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน เข้าร่วมประชุม ณ โรงแรมลากูน่า แกรนด์ โฮเทล แอนด์ สปา อำเภอเมือง จังหวัดสงขลา

สำหรับการประขุม ศรชล. สัญจรครั้งนี้ จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 2 ของปี 2566 โดยจัดในพื้นที่ ศรชล.ภาค 2 ซึ่งที่ประชุมได้หารืออย่างกว้างขวางในหลายวาระ นอกจากนี้ที่ประชุม ยังมีการหารือถึงแนวทางการปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ที่มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2566 โดย กรมคุมครองสิทธิและเสรีภาพ ได้มีหนังสือแจ้งแนวทางการปฏิบัติที่ส่งผลกระทบให้หน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย รวมถึง
ศรชล. ต้องดำเนินการบันทึกภาพและเสียงอย่างต่อเนื่องในขณะจับและควบคุม จนกระทั่งส่งตัวให้พนักงานสอบสวนหรือปล่อยตัว อย่างไรก็ดี เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน 2566 ทาง สำนักสืบสวนสอบสวนและกฎหมาย ศรชล. ได้เชิญวิทยากรจาก กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย มาบรรยายและให้ข้อเสนอแนะกับหน่วยงานต่างๆ ใน ศรชล. เพื่อให้เกิดผลอย่างมีประสิทธิภาพ เป็นรูปธรรม และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน ทั้งนี้ “ศรชล. นับเป็นหน่วยงานหลักในการบูรณาการการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเลที่ได้รับการยอมรับในระดับภูมิภาค เพื่อความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนของประเทศชาติและประชาชน”